น้องฉัน..^^

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

ลักษณะการบริหารของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง

เมื่อมองภาพรวมทางการบริหารของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง จะมีความคล้ายกันในหลายเรื่อง ซึ่งสามารถแยกเป็นสองลักษณะใหญ่ ดังนี้

ลักษณะแรก- การบริหารคน

การจ้างงาน มีลักษณะเป็นครั้งคราวแล้วแต่เจ้าของหรือผู้บริหาร มีทั้งที่จ้างเพราะความจำเป็นและไม่จำเป็น ไม่มีแผนการจ้างพนักงานที่แน่นอน การรับญาติพี่น้องคนใกล้ชิดเข้าทำงานมักจะเป็นเรื่องสามัญธรรมดา และบ่อยครั้งที่การรับคนเข้าทำงาน เพราะความเกรงอกเกรงใจเพื่อนฝูง ขณะเดียวกันเจ้าของหรือผู้บริหาร จะเกิดความภาคภูมิใจว่า ตนเองมีบุญมีคุณที่ทำให้คนอื่นมีงานทำ เมื่อพนักงานโต้แย้งหรือมีปฏิกริยา เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารประเภทนี้ จึงเจ็บปวดและมองว่าพนักงานเป็นผู้เนรคุณ
นอกจากไม่มีแผนงานที่แน่นอนในการจ้างงานแล้ว ยังมีลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ อยากได้คนดีๆ แต่จ่ายเงินเดือนน้อยๆ ซึ่งในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว เป็นไปได้ยาก ดังนั้น คุณภาพของคนจึงเป็นไปตามสภาพของเงินเดือน
ขณะเดียวกัน เมื่อมีการเลื่อนตำแหน่ง ญาติพี่น้องหรือคนใกล้ขชิดมักจะได้รับการพิจารณาก่อนเป็นผลให้พนักงานมองไม่เห็นความก้าวหน้าของตน
มีคนโปรด ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ การมีคนโปรดที่จะเรียกใช้ให้ทำงานได้ทุกเมื่อและทุกงาน คนโปรดเหล่านี้จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ และมักจะได้ดิบได้ดี หรือดีเกินหน้า คนอื่นๆ ในองค์การ ทั้งๆ ที่งานที่อยู่ในความรับผิดชอบไม่ได้ทำหรือมีผลงานไม่มากเลยก็ตาม
นักธุรกิจรายหนึ่งซึ่งปัจจุบันเก็บเนื้อเก็บตัวหายไปจากวงการ เป็นคนชอบเล่นพระเครื่อง คนใกล้ชิดจึงทำหน้าที่ในการเสาะแสวงหาพระเครื่องจากกรุต่างๆ ให้ คนโปรดคนนั้นจึงได้เงินและรางวัลเป็นกอบเป็นกำ โดยไม่ต้องทำงานของตัวเองเลย
คนโปรดจึงเป็นตัวการทำลายขวัญและกำลังใจของพนักงานและบางครั้งคนโปรดคือผู้ที่คอยป้อนข่าวบ้าๆ บอๆ ต่างๆ ซึ่งมักเป็นข่าวที่คนโปรดอ้างว่าลับ เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารมักจะสนใจกับข่าวประเภทนี้ และมองไปว่าคนโปรดของตนเก่งมากในด้านการข่าว ผลจากความเชื่อนี้ทำให้พนักงานหนาวๆ ร้อนๆ และเจ้าของกิจการหรือผู้บริหาร จะไม่ค่อยให้ความไว้วางใจใคร ( นอกจากเครือญาติ) ในองค์การ
การพัฒนาพนักงานเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยและเกินความจำเป็น ความคิดที่จะให้พนักงานได้ความรู้หรือเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น เพื่อทำให้งานดีขี้นเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น เพราะกลัวว่าหากสอนให้เก่งแล้ว พนักงานจะลาออก ทางที่ดีให้รู้น้อยๆ เพื่อจะได้ทำงานไปนานๆ และจ่ายค่าจ้างถูกๆ

ลักษณะที่สอง- การบริหารงาน

เป็นยอดมนุษย์ (SUPERMAN)
ยาขอบกล่าวไว้ว่า “ แต่คนเรานั้น ถึงจะฉลาดปราดเปรื่องในกิจการต่างๆ สักเพียงใดก็ตาม แต่จะฉลาดปราดเปรื่องไปเสียทุกทางนั้นย่อมยากจะเป็นไปได้”
เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่จะเป็นผู้ลงมือดำเนินการเองในทุกๆ เรื่องพร้อมกันที่พยายามให้พนักงานคนอื่นๆ ทำงานให้ได้ผลงานมากๆ ด้วย
ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนในการพิจารณาและดำเนินการเรื่องต่างๆ
ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเป็นเกณฑ์ ผลการพิจารณาที่ออกมาในแต่ละเรื่อง จึงไม่แน่นอน ผู้ปฏิบัติงานไม่เคยแน่ใจว่า ในแต่ละเรื่องควรดำเนินการอย่างไร พูดกันให้ชัดคือ การพิจารณาในทุกๆ เรื่องขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของหรือผู้บริหารสูงสุด
ผูกขาดอำนาจ
เมื่อไม่มีกฎเกณฑ์ในการพิจารณาแต่ละเรื่อง เรื่องราวต่างๆ จึงต้องนำเสนอเพื่อการพิจารณาอนุมัติ พนักงานทุกๆ ระดับเป็นเพียงผู้รอรับคำสั่ง ทำให้ขาดความคิดริเริ่ม ทำให้เจ้าของหรือผู้บริหารซึ่งเชื่อมั่นว่า ความคิดเห็นของตนถูกต้อง และมองว่าพนักงานส่วนใหญ่ไม่มีหัวคิด การกระจายอำนาจและความรับผิดชอบมีน้อยหรือแทบจะไม่มี
สนใจแต่ผลงานและกำไร
ปริมาณงาน การควบคุมรายจ่าย การเพิ่มรายได้ หรือแสวงหากำไร เป็นสิ่งที่จะต้องให้ความสนใจในลำดับแรก ผู้จัดการใหญ่ของบริษัทแห่งหนึ่ง สั่งให้ปิดไฟนีออนในห้องน้ำ เพียงเพราะว่าต้องการลดค่าใช้จ่าย
ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกหรือความเป็นอยู่ของพนักงาน รวมทั้งสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงาน จึงมักเป็นเรื่องที่ถูกลืม และไม่สนใจ สวัสดิการพนักงาน “ พูดกันทีหลัง”
สวัสดิการต่างๆ เท่าที่มีอยู่ก็เพราะกฎหมายกำหนด หากพนักงานคนไหนที่คิดว่าสวัสดิการที่อื่นดีกว่า เจ้าของหรือผู้บริหารมักจะพูดว่า “ ก็ลาออกไปซิ” ระเบียบการต่างๆ ด้านสวัสดิการ พนักงานจะได้รับความสนใจเฉพาะในเรื่องของการควบคุมค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
มีนายหลายคน
พนักงานแต่ละคนจะมีหลายนาย ทั้งนายโดยตรงและนายทางอ้อม การสั่งงานจะปนเปจนพนักงานไม่ทราบว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของนายคนใด
เจ้าอารมณ์
เนื่องจากเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารดำเนินงานทุกอย่างด้วยตนเอง จึงต้องพบกับปัญหาขี้หมูรา ขี้หมาแห้ง โอกาสในการวางแผนงานจึงแทบจะไม่มี เวลาแต่ละวันจะหมดไปกับเรื่องจู้จี้จุกจิกอารมณ์ จึงมักจะพลุ่งพล่านหรือหงุดหงิดอยู่เสมอ ร้อยละ 90 ของผู้บริหารงานในลักษณะนี้จะไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาในระดับล่างๆ กล้าเข้าใกล้
จากลักษณะการบริหารงานข้างต้น ทำให้เห็นได้ว่า เป็นความผิดพลาดในเรื่องของการบริหารคน
ดังนั้น หากจะสรุปว่า สถานประกอบการขนาดเล็กและกลางจำนวนไม่น้อยที่บริหารโดยเจ้าของกิจการคนเดียว ( หรือหลายๆ คนก็ตาม) มีปัญหาด้านการบริหารงานบุคคล ก็เห็นจะไม่เกินเลยความจริงจนเกินไป


ที่มา: http://www.moodythai.com/new/article/HR/human_resource.htm#1

วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

การบริหารทรัพยากรในองค์กร


การบริหารทรัพยากรขององค์กร (Enterprise Resource Planning ย่อ ERP) หมายถึง การบริหารจัดการภายในองค์กร เนื่องจากมีการแข่งขันกันที่สูง องค์กรต่างๆจึงต้องมีการพัฒนากระบวนการและข้อมูลทั้งหมด ในองค์กร เพื่อที่จะได้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น โดยจะมีการนำอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคโดยตรง โดยการผลิตตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะมีการติดต่อระหว่างสายการผลิตไปจนถึงช่องทางจำหน่ายทั้งนี้เพื่อที่จะลดขั้นตอนใน Supply Chain จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต ซึ่งจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการการผลิตดังนี้
  • การพัฒนารูปแบบของการดำเนินงานในโรงงาน
    • โดยจะมีการนำเอา e-Manufacturing เข้ามาใช้ในโรงงานนั้นจะช่วยในเรื่องของการผลิตสินค้าเพื่อเก็บไว้ในคงคลัง, จัดมาตรฐานของหน้าบ้าน และการจัดการบำรุงรักษาเครื่องจักร มีประสิทธิภาพขึ้น ดังนี้
  • การนำเอาอินเทอร์เน็ตมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม
อินเทอร์เน็ตนั้นได้เข้ามามีส่วนในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ซื้อสินค้า ผู้ซื้อสามารถสั่งซื้อของได้เพียงปลายนิ้วคลิก และยังสามารถเลือกรูปแบบตามความต้องการได้ นอกจากเป็นเครื่องมือในการซื้อและแหล่งข้อมูลที่สำคัญ แล้วนั้นยังทำให้ธุรกิจนั้นเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วด้วย สำหรับผู้ผลิตแล้วการที่มี e-Business อย่างเดียวนั้นคงจะไม่สามารถทำงานได้ดีหากปราศจากโซ่อุปทานที่เป็นมืออาชีพและสินค้าที่มีคุณภาพและมีชื่อเสียงระดับโลก เพื่อที่จะผลิตสินค้าให้เป็นที่พอใจของลูกค้า การที่มีสินค้าเพียงเก็บไว้ในคงคลังนั้นคงไม่พอแล้ว สำหรับตลาดที่มีการแข่งขันสูงในตอนนี้
  • กลยุทธ์ในการนำความขัดแย้งออกจากวิสาหกิจ
ลักษณะของกลยุทธ์ทาง e-Manufacturing เป็นอย่างไร ลองดูเรื่องสั้นนี้ที่จะช่วยให้มีความเข้าใจมากขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของลิมิตสวิตช์ (Limit Switch) ซึ่งเป็นเพียงแค่สวิตช์ปิดเปิดธรรมดาที่มีแขนยื่นออกมา ตัวลิมิตสวิตช์ จะอยู่ติดบนสายพาน ในแต่ละครั้งที่วัตถุมาบนสายพาน มันจะผลักตัวแขนออกไปทางหนึ่งซึ่งหมายถึงสวิตช์กำลัง เปิด อยู่ และเมื่อกล่องผ่านไปตัวแทนก็จะตีกลับมาที่เดิม

ที่่มา : http://th.wikipedia.org

การจัดการเทคโนโลยี

การจัดการเทคโนโลยี (Management  of  Technology) โดย  นางสาวสมสุข  แขมคำความสำคัญของการจัดการเทคโนโลยี  ในอดีตผู้บริหารมักให้ความสำคัญกับการบริหารการตลาด  การบริหารการเงิน  การบริหารงาน  การบริหารบุคลากร  ฯลฯ  แต่ปัจจุบันเริ่มมีการกล่าวถึงการบริหารเทคโนโลยีมากขึ้นนั้น  เพราะเนื่องมาจากในสภาวะปัจจุบัน  เศรษฐกิจทั่วโลกเกิดสภาวะวิกฤต  สถานภาพทางการเงินของทุกองค์กรประสบปัญหา  ไม่สามารถจัดเทคโนโลยีใหม่เพื่อนำมาใช้ในองค์กรได้  จึงเกิดแนวคิดที่ว่า  ทำอย่างไรที่จะทำให้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในองค์กร  เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด                การจัดการเทคโนโลยีมีความสำคัญมากขึ้นทุกขณะในโลกแห่งการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน  ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่แสวงหากำไรหรือไม่แสวงหากำไร  เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีท่านจะเห็นได้ว่ารอบตัวของเราเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอย่างแยกจากกันไม่ออก  ลองมองดูรอบตัวของเราเริ่มจากที่ทำงาน เช่น การใช้เครื่องคิดเลขในการคำนวณ  การใช้คอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร โทรศัพท์  โทรสาร อุปกรณ์สำนักงานต่างๆ  รวมทั้งการโดยสารลิฟท์จากชั้นหนึ่งไปอีกชั้นหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานในองค์กทั้งสิ้  แต่อย่างไรก็ตามควรคำนึงถึงและให้ความสำคัญในการบริหารเทคโนโลยีเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  และคุ้มค่ากับการลงทุน                นอกจากนั้นการจัดการเทคโนโลยี  ยังเป็นพื้นฐานและปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์  และเป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา  ซึ่งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีบทบาทสำคัญ  สามารถสร้างนวัตกรรม(Innovation) ขึ้น  ได้แก่  การเรียนรู้ การผลิตและการใช้  ก่อให้เกิดผลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมให้สังคมโลกที่เรียบง่าย  กลายเป็นสังคมที่มีการดำรงชีวิตที่สลับซับซ้อนมากขึ้นในโลกแห่งความไร้พรมแดน  หรือกระแสโลกาภิวัตน์  ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ เทคโนโลยีสารสนเทศ  ซึ่งมีการผสมผสานศาสตร์ทั้ง4  ศาสตร์เข้าด้วยกัน  ได้แก่  เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์  เทคโนโลยีโทรคมนาคม สารสนเทศศาสตร์ การจัดการ  ทำให้สังคมโลกสามารถสื่อสารกันได้ทุกแห่งทั่วโลกอย่างรวดเร็ว  สามารถรับรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆได้พร้อมกัน สามารถบริหารจัดการและตัดสินใจได้ทุกเวลา การลงทุนค้าขาย  และธุรกรรมการเงินได้อย่างรวดเร็ว  ดังนั้นเทคโนโลยีกำลังทำให้โลกใบนี้ “ เล็กลง  ทุกขณ ดังนั้นผู้บริหารจึงต้องมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีในฐานะผู้ผลิตและผู้ใช้   สิ่งสำคัญคือเมื่อมีเทคโนโลยีแล้วจึงต้องมีการจัดการ  ท่านจะบริหารอย่างไรให้เทคโนโลยีเหล่านั้นเกิดประโยชน์สูงสุด และคุ้มค่ากับการลงทุน  ความหมายของการจัดการเทคโนโลยี ตรีทศ เหล่าศิริหงส์ทอง ( 2548,หน้า64)  กล่าวว่าสภาวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกาได้นิยามการจัดการเทคโนโลยีว่าเป็นตัวเชื่อมโยงศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์  วิศวกรรม  และการจัดการเพื่อการวางแผนพัฒนาและการใช้ความสามารถทางเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อความสำเร็จของกลยุทธ์ และนำไปปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้  ประพนธ์ ผาสุกยิ่ง ( 2549 , หน้า1)  ให้ความหมายว่า  การจัดการเทคโนโลยี  หมายถึงวิทยาการ  วิธีการ  หรือกระบวนการในการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้  เพื่อให้เกิดผลผลิตที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม  และมนุษย์ชาติในทางปฏิบัติ โดยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  มีมูลค่า และสามารถถือครองสิทธิ์ได้  สิน  พันธุ์พินิจ  ( 2549, หน้า1)  กล่าวว่า  การจัดการเป็นการจัดคนทำงานตามที่เราต้องการ ในขณะที่  การจัดการเทคโนโลยี  เป็นการจัดคนและเทคโนโลยีให้ทำงานด้วยกันตามที่เราต้องการ”  การจัดการเทคโนโลยี  จึงเกี่ยวข้องกับการประยุกต์ “Know-how” อย่างเป็นระบบทั้งด้านวิชาการ (Tecnnical)  กับการจัดการ (Managerial)  เพื่อผลิตสินค้าและการบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนเกรนอร์ ( Gaynor , 1999, p.4)  ให้ความหมายว่า  การจัดการเทคโนโลยี  (Prienciples of Technology  Management)  หมายถึง  ความรู้ของการที่จะทำสิ่งต่างๆอย่างไร (How)  ให้เป็นระบบ  (System)  ที่สังคมพึงพอใจในการนำมาใช้  เพื่อให้ตรงตามความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคต  โครี (Cory, อ้างถึงใน สิน  พันธุ์พินิจ,2549, หน้า1)  ได้กล่าวไว้ว่า  การจัดการเทคโนโลยี  หมายถึง  การประยุกต์ใช้ของงาน  11  งานเพื่อพัฒนาองค์กร งานทั้ง 11 รายการ ได้แก่  การจัดการงานวิจัย  การวางแผนและพัฒนาผลิตภัณฑ์  การจัดการโครงการ  การบูรณาการงานทั้ง 3 เข้ากระบวนการผลิต  การควบคุมผลิตภัณฑ์  การควบคุมคุณภาพ  การออกแบบ  และการใช้ข้อมูลสารสนเทศ  การพัฒนา  Software  การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์  การเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับการจัดการทั่วไปขององค์กร  และการบูรณาการความรู้วิชาการเทคโนโลยีเข้า กับการตัดสินใจทางธุรกิจ  และทางการเงินการลงทุน                ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า  การจัดการเทคโนโลยี  คือ  วิธีการ  กระบวนการ  ในการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ  เพื่อพัฒนาผลผลิตที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและมนุษย์ได้สำเร็จตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิผล  ประหยัด  และเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน      การจัดการเทคโนโลยี  (Management of Technology  :  MOT การจัดการเทคโนโลยี  แท้จริงแล้ว คือการผสมผสาน  หรือองค์รวม  หรือจะเรียกว่าการบูรณาการก็ได้  เพราะจะต้องนำศาสตร์สาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมตลอดจนการจัดการเข้าด้วยกัน  เทคโนโลยี เป็นฐานปัจจัยหลักในการพัฒนาให้เกิดความสมบูรณ์  แต่ทั้งนี้ต้องให้คำนึงถึงปัจจัยอีกประการ  คือการเพิ่มระดับความรู้  (Enhancement  of  Knowledge)  ทุนทางปัญญา  (Intellectual  Capital) การใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า  (Effective  Exploitation  of  Resource การรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ตลอดจนปัจจัยอื่นๆ  สิ่งที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น  จะเห็นได้ว่าต้องมีการจัดการที่เป็นระบบและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์